"ทำ BOI ห้ามขายในไทย ต้องส่งออกเท่านั้น จริงหรือ?" ไขข้อข้องใจเรื่องภาษีจากกำไร VS ภาษีนำเข้าวัตถุดิบ (ม.36)
"ทำ BOI ห้ามขายในไทย ต้องส่งออกเท่านั้น จริงหรือ?" ไขข้อข้องใจเรื่องภาษีจากกำไร VS ภาษีนำเข้าวัตถุดิบ (ม.36)
หลายท่านที่เพิ่งเริ่มศึกษา หรือกำลังตัดสินใจจะยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI มักจะเคยได้ยินคำเตือนสุดฮิตที่บอกต่อๆ กันมาว่า "ทำ BOI แล้วห้ามขายของในประเทศนะ ต้องส่งออก 100% เท่านั้น ถ้าเอามาขายในไทยจะโดนภาษีย้อนหลังเอาได้" คำเตือนนี้ทำเอาผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่ม SME และโรงงานที่เน้นตลาดในประเทศถึงกับถอดใจ และพลาดสิทธิประโยชน์ดีๆ ไปอย่างน่าเสียดาย
วันนี้ Fluent BOI จะมาไขข้อข้องใจเรื่องนี้ให้กระจ่างครับ คำตอบแบบฟันธงเลยก็คือ "ไม่จริงครับ! ทำ BOI สามารถผลิตเพื่อขายในประเทศไทยได้ 100% และยังได้สิทธิยกเว้นภาษีด้วย" แล้วความเชื่อผิดๆ นี้มาจากไหน? ความสับสนนี้เกิดจากการนำเรื่อง "ภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT)" ไปปนกับเรื่อง "ภาษีนำเข้าวัตถุดิบ (มาตรา 36)" ครับ เรามาแยก 2 เรื่องนี้ออกจากกันให้เห็นภาพชัดๆ กันดีกว่าครับ
1. ภาษีเงินได้นิติบุคคล (Corporate Income Tax: CIT)
สิทธิประโยชน์ไฮไลท์ที่สุดของการทำ BOI คือการได้รับ ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล (สูงสุด 13 ปี หรือตามเพดานเงินลงทุน) ซึ่งปกติบริษัทต้องเสียในอัตรา 20% ของกำไรสุทธิ
ความจริงก็คือ: ตั้งแต่ปี 2543 เป็นต้นมา BOI ได้ยกเลิกเงื่อนไขที่บังคับให้ต้องส่งออกไปหมดแล้ว (เพื่อให้เป็นไปตามกฎขององค์การการค้าโลก หรือ WTO)
ผลลัพธ์: ไม่ว่าคุณจะผลิตสินค้าแล้วขายให้ลูกค้าในซอยข้างโรงงาน (Domestic) หรือแพ็กใส่ตู้คอนเทนเนอร์ส่งออกไปอเมริกา (Export) กำไรที่เกิดขึ้นจากสายการผลิตที่ขอ BOI จะได้รับการยกเว้นภาษี 20% ทั้งหมด
2. ภาษีนำเข้า "วัตถุดิบ" (มาตรา 36) - ตัวการความสับสน
ในบัตร BOI แบบปกติ (บัตรหลัก) มักจะมีสิทธิพิเศษพ่วงมาด้วย คือ การให้นำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศโดยไม่ต้องเสียอากรขาเข้า (เสีย 0%) เพื่อลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการแข่งขันในตลาดโลกได้
แต่สิทธิข้อนี้มี "เงื่อนไขเฉพาะตัว" ของมันครับ คือ "วัตถุดิบที่ใช้สิทธินำเข้าฟรีนี้ จะต้องนำมาผลิตเพื่อส่งออกไปต่างประเทศเท่านั้น"
ถ้าเอาวัตถุดิบนี้มาผลิตแล้ว "ขายในประเทศ": คุณไม่ได้มีความผิด และไม่ได้ถูกห้ามขายครับ คุณแค่ต้องนำยอดวัตถุดิบส่วนนั้นไปทำเรื่อง "ตัดบัญชีชำระภาษี" (พูดง่ายๆ คือ คืนค่าอากรขาเข้าวัตถุดิบ + VAT ให้กับกรมศุลกากรเฉพาะส่วนที่ขายในไทย) เพียงเท่านั้นครับ
ตัวอย่างให้เห็นภาพชัดเจน (Case Study)
สมมติว่า บริษัท A ได้รับสิทธิ BOI ผลิตโช้คอัพรถยนต์ (ได้เว้นภาษีกำไร 8 ปี และเว้นภาษีนำเข้าวัตถุดิบ ม.36)
บริษัท A สั่งนำเข้า "แกนเหล็ก" จากญี่ปุ่นมา 1 ล็อต (ปกติเสียอากรนำเข้า 10% แต่ใช้สิทธิ BOI เลยนำเข้าฟรี 0%)
กรณีที่ 1: ผลิตโช้คอัพ แล้ว "ส่งออก" ไปญี่ปุ่น
- อากรนำเข้าแกนเหล็ก: ไม่ต้องเสีย (0%)
- ภาษีเงินได้นิติบุคคล (จากกำไรตอนสิ้นปี): ไม่ต้องเสีย (ได้รับยกเว้น)
กรณีที่ 2: ผลิตโช้คอัพ แล้ว "ขายให้ค่ายรถยนต์ในไทย"
- อากรนำเข้าแกนเหล็ก: ต้องจ่ายคืนกรมศุลกากร 10% + VAT (นี่แหละคือที่มาของคำว่า 'ขายในไทยต้องเสียภาษี' ซึ่งมันคือภาษีของตัววัตถุดิบ ไม่ใช่ภาษีจากการขายอย่างที่หลายๆ คนเข้าใจครับ)
ภาษีเงินได้นิติบุคคล (จากกำไรตอนสิ้นปี): ไม่ต้องเสียครับ ยังคงได้รับยกเว้นภาษี 20% เต็มๆ ตามปกติ
สรุป
การทำ BOI ช่วยให้ธุรกิจประหยัดภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT) ได้มหาศาล ไม่ว่าคุณจะเจาะตลาดไหนก็ตาม ทั้งในและนอกประเทศ ส่วนเรื่องภาษีวัตถุดิบ เป็นเพียงขั้นตอนการบริหารจัดการทางบัญชีและการตัดสต๊อกตามปกติเท่านั้นครับ







