ธุรกิจของคุณขอ BOI ได้หรือไม่? 10 ขั้นตอนประเมินโครงการเบื้องต้นก่อนยื่นคำขอ
ไม่ใช่ทุกธุรกิจที่มีเงินลงทุนหรือใช้เครื่องจักรจะขอ BOI ได้ เรียนรู้วิธีตรวจสอบประเภทกิจการ กรรมวิธี เงินลงทุน มูลค่าเพิ่ม และความพร้อมของโครงการ เพื่อประเมินโอกาสเบื้องต้นก่อนเสียเวลาเตรียมคำขอ

ธุรกิจของคุณขอ BOI ได้หรือไม่?
คำถามว่า “ธุรกิจนี้ขอ BOI ได้ไหม?” ไม่สามารถตอบจากชื่อธุรกิจเพียงอย่างเดียวได้ เพราะ BOI ไม่ได้พิจารณาเฉพาะว่าบริษัททำอุตสาหกรรมอะไร แต่พิจารณาเป็นรายโครงการ ตั้งแต่ผลิตภัณฑ์หรือบริการ กรรมวิธีการผลิต เทคโนโลยี เครื่องจักร เงินลงทุน กำลังผลิต วัตถุดิบ ไปจนถึงประโยชน์ที่โครงการสร้างให้กับประเทศ
บริษัทสองแห่งอาจจำหน่ายสินค้าชนิดเดียวกัน แต่บริษัทหนึ่งได้รับการส่งเสริม ขณะที่อีกบริษัทไม่ได้รับการส่งเสริม เพราะมีกรรมวิธีและขอบเขตการลงทุนแตกต่างกัน
ตัวอย่างเช่น
- บริษัทแรกนำสินค้าสำเร็จรูปจากต่างประเทศเข้ามาจำหน่าย
- บริษัทที่สองนำวัตถุดิบมาผลิต ประกอบ ทดสอบ และควบคุมคุณภาพภายในประเทศไทย
- บริษัทที่สามออกแบบผลิตภัณฑ์ พัฒนาเทคโนโลยี และเป็นเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาเอง
แม้ทั้งสามบริษัทจะขายสินค้าประเภทเดียวกัน แต่โอกาสได้รับการส่งเสริมจาก BOI ย่อมแตกต่างกันอย่างมาก
ดังนั้น การประเมินเบื้องต้นต้องเริ่มจากคำถามว่า “โครงการที่จะลงทุนทำอะไรภายในประเทศไทย?” ไม่ใช่ถามเพียงว่า “บริษัทขายอะไร?”
หลักสำคัญที่สุด: ต้องมีประเภทกิจการที่ BOI ให้การส่งเสริมรองรับ
ด่านแรกของการประเมินคือ ตรวจสอบว่าผลิตภัณฑ์ บริการ และกิจกรรมที่บริษัทจะดำเนินการอยู่ในบัญชีประเภทกิจการที่ BOI ให้การส่งเสริมหรือไม่
บัญชีประเภทกิจการปัจจุบันแบ่งออกเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมหลัก เช่น
- อุตสาหกรรมการเกษตร อาหาร และเทคโนโลยีชีวภาพ
- อุตสาหกรรมการแพทย์
- อุตสาหกรรมเครื่องจักรและยานยนต์
- อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์
- อุตสาหกรรมโลหะและวัสดุ
- อุตสาหกรรมเคมีและปิโตรเคมี
- กิจการสาธารณูปโภค
- อุตสาหกรรมดิจิทัล
- อุตสาหกรรมสร้างสรรค์
- บริการที่มีมูลค่าสูง
ภายในแต่ละหมวดยังแบ่งออกเป็นประเภทย่อย พร้อมเงื่อนไขเฉพาะที่แตกต่างกัน เช่น ต้องมีขั้นตอนการผลิตบางอย่าง ต้องใช้เทคโนโลยีตามที่กำหนด ต้องมีบุคลากรเฉพาะด้าน หรือต้องลงทุนถึงเกณฑ์ขั้นต่ำของกิจการนั้น
การพบชื่อกิจการที่ดูใกล้เคียงยังไม่เพียงพอ บริษัทต้องอ่านทั้ง
- ชื่อประเภทกิจการ
- ขอบข่ายผลิตภัณฑ์หรือบริการ
- เงื่อนไขของกิจการ
- กรรมวิธีขั้นต่ำ
- ขนาดเงินลงทุน
- คุณสมบัติของบุคลากร
- เงื่อนไขด้านสถานที่ตั้ง
- สิทธิและประโยชน์ที่จะได้รับ
หากโครงการไม่ตรงเงื่อนไขครบถ้วน แม้ชื่อผลิตภัณฑ์จะดูใกล้เคียง ก็อาจไม่เข้าข่ายได้รับการส่งเสริม
ตัวอย่างธุรกิจที่มักมีโอกาสขอ BOI
ธุรกิจที่มีลักษณะต่อไปนี้มักมีโอกาสนำไปตรวจสอบประเภทกิจการต่อได้
ธุรกิจผลิตสินค้า
ตัวอย่างเช่น
- ผลิตอาหารแปรรูปหรือส่วนประกอบอาหาร
- ผลิตสารสกัดจากธรรมชาติ
- ผลิตเครื่องมือหรืออุปกรณ์ทางการแพทย์
- ผลิตเครื่องจักรและระบบอัตโนมัติ
- ผลิตยานยนต์หรือชิ้นส่วนยานยนต์
- ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
- ผลิตชิ้นส่วนโลหะหรือวัสดุขั้นสูง
- ผลิตเคมีภัณฑ์หรือผลิตภัณฑ์ชีวภาพ
- ผลิตผลิตภัณฑ์จากของเสียหรือวัสดุรีไซเคิล
แต่ต้องมีกรรมวิธีการผลิตที่เป็นสาระสำคัญ ไม่ใช่เพียงนำสินค้าสำเร็จรูปมาติดฉลาก แบ่งบรรจุ หรือจำหน่ายต่อเท่านั้น
ธุรกิจดิจิทัล
กิจการด้านดิจิทัลอาจได้รับการส่งเสริม เช่น
- พัฒนาซอฟต์แวร์
- พัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัล
- ให้บริการดิจิทัล
- พัฒนา Digital Content
- ให้บริการด้านเทคโนโลยีเฉพาะทาง
อย่างไรก็ตาม BOI จะพิจารณาว่าโครงการมีการพัฒนาเทคโนโลยีจริงหรือไม่ มีบุคลากรด้านดิจิทัลตามเกณฑ์หรือไม่ และมีค่าใช้จ่ายบุคลากรขั้นต่ำตามเงื่อนไขของประเภทกิจการหรือไม่
การซื้อซอฟต์แวร์ของผู้อื่นมาให้บริการต่อ หรือเปิดเว็บไซต์เพื่อขายสินค้าทั่วไป ไม่ได้หมายความว่าจะเข้าข่ายกิจการดิจิทัลที่ได้รับการส่งเสริม
ธุรกิจวิจัย ออกแบบ และทดสอบ
ตัวอย่างเช่น
- วิจัยและพัฒนา
- ออกแบบทางวิศวกรรม
- ออกแบบผลิตภัณฑ์
- ทดสอบทางวิทยาศาสตร์
- สอบเทียบมาตรฐาน
- ทดสอบคุณสมบัติของวัสดุ
- บริการฆ่าเชื้อผลิตภัณฑ์
กิจการเหล่านี้ต้องมีเครื่องมือ บุคลากร และขอบเขตบริการตรงตามเงื่อนไขของกิจการนั้น ไม่ใช่เพียงให้คำปรึกษาทั่วไป
ธุรกิจโลจิสติกส์และศูนย์กระจายสินค้า
ธุรกิจคลังสินค้าหรือขนส่งบางประเภทอาจได้รับการส่งเสริม หากเข้าเงื่อนไขของกิจการโลจิสติกส์ที่กำหนด เช่น
- มีระบบจัดการสินค้าที่ทันสมัย
- มีการใช้เทคโนโลยีในการบริหารคลัง
- มีเครื่องจักรและอุปกรณ์ตามเงื่อนไข
- ให้บริการตามขอบเขตที่ BOI กำหนด
- มีขนาดพื้นที่หรือเงินลงทุนตามเกณฑ์
การให้เช่าโกดังธรรมดาหรือรับฝากสินค้าทั่วไปจึงไม่ได้หมายความว่าจะขอ BOI ได้ทุกกรณี
ธุรกิจบริการที่มีมูลค่าสูง
ตัวอย่างเช่น
- ศูนย์สนับสนุนการค้าและการลงทุน
- ศูนย์ธุรกิจระหว่างประเทศ
- บริการทางวิศวกรรมเฉพาะทาง
- บริการด้านทรัพยากรมนุษย์บางประเภท
- กิจการท่องเที่ยวตามเงื่อนไข
- บริการสนับสนุนอุตสาหกรรมเฉพาะด้าน
กิจการบริการแต่ละประเภทมักมีเงื่อนไขเฉพาะ เช่น ค่าใช้จ่ายในการบริหารขั้นต่ำ จำนวนบุคลากร ขอบเขตบริการ หรือกลุ่มลูกค้าที่สามารถให้บริการได้
ตัวอย่างธุรกิจที่มักไม่เข้าข่ายโดยตรง
กิจการต่อไปนี้มักมีโอกาสต่ำ หากเป็นการดำเนินธุรกิจในรูปแบบทั่วไปและไม่มีประเภทกิจการเฉพาะรองรับ
- ซื้อสินค้ามาขายต่อ
- นำเข้าสินค้าสำเร็จรูปมาจำหน่าย
- ร้านค้าปลีกทั่วไป
- ธุรกิจตัวแทนจำหน่าย
- ร้านอาหารทั่วไป
- งานรับเหมาก่อสร้างทั่วไป
- ให้เช่าพื้นที่หรืออาคารธรรมดา
- ให้คำปรึกษาทั่วไป
- ทำการตลาดหรือรับบริหารสื่อโฆษณา
- แบ่งบรรจุสินค้าโดยไม่มีกรรมวิธีสำคัญ
- ประกอบสินค้าอย่างง่ายโดยไม่มีเทคโนโลยีหรือมูลค่าเพิ่มเพียงพอ
อย่างไรก็ตาม ไม่ควรสรุปจากชื่อธุรกิจทันที เพราะบางโครงการอาจมีองค์ประกอบอื่นที่เข้าข่าย เช่น มีการพัฒนาซอฟต์แวร์เอง มีศูนย์วิจัย มีโรงงานผลิต หรือมีบริการเฉพาะทางที่สามารถแยกยื่นเป็นโครงการ BOI ได้
10 ขั้นตอนประเมินว่าโครงการมีโอกาสขอ BOI หรือไม่
ขั้นตอนที่ 1 ระบุผลิตภัณฑ์หรือบริการให้ชัดเจน
อย่าเริ่มต้นด้วยคำอธิบายกว้าง ๆ เช่น
- ผลิตชิ้นส่วน
- ทำธุรกิจซอฟต์แวร์
- เปิดโรงงานอาหาร
- ให้บริการโลจิสติกส์
- ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้า
ควรระบุให้ละเอียดว่า
- ผลิตภัณฑ์คืออะไร
- มีคุณสมบัติและหน้าที่อย่างไร
- ใช้ในอุตสาหกรรมใด
- ใครคือลูกค้า
- บริษัทผลิตเองหรือซื้อมา
- มีส่วนประกอบอะไรบ้าง
- จำหน่ายในประเทศหรือส่งออก
ตัวอย่างคำอธิบายที่ชัดเจนกว่า คือ
ผลิต High Voltage PCB Mount Fuse สำหรับติดตั้งบนแผงวงจรในระบบควบคุมยานยนต์ไฟฟ้า โดยมีขั้นตอนประกอบชิ้นส่วนภายใน เติมทราย เชื่อม ประกอบฝาครอบ ทดสอบค่าความต้านทาน และตรวจสอบผลิตภัณฑ์ทุกชิ้น
เมื่อผลิตภัณฑ์ชัดเจน จึงสามารถนำไปเทียบกับบัญชีประเภทกิจการได้อย่างถูกต้อง
ขั้นตอนที่ 2 ตรวจสอบประเภทกิจการและเงื่อนไขเฉพาะ
หลังจากทราบผลิตภัณฑ์แล้ว ต้องตรวจสอบว่าเข้าประเภทกิจการใด
อย่าเลือกประเภทกิจการเพียงเพราะชื่อใกล้เคียง ควรตรวจสอบด้วยว่า
- ผลิตภัณฑ์ตรงตามคำนิยามหรือไม่
- กรรมวิธีตรงตามเงื่อนไขหรือไม่
- มีขั้นตอนที่ BOI กำหนดครบหรือไม่
- ต้องมีมาตรฐานหรือใบรับรองใด
- ต้องใช้บุคลากรเฉพาะด้านหรือไม่
- มีเงินลงทุนขั้นต่ำเฉพาะประเภทหรือไม่
- มีเงื่อนไขด้านพื้นที่ตั้งหรือไม่
- มีผลิตภัณฑ์ใดถูกยกเว้นไม่ให้ส่งเสริมหรือไม่
กิจการบางประเภทชื่อคล้ายกัน แต่สิทธิประโยชน์และเงื่อนไขต่างกันมาก การเลือกประเภทกิจการผิดตั้งแต่ต้นอาจทำให้ต้องแก้ไขคำขอทั้งหมด
ขั้นตอนที่ 3 ตรวจสอบกรรมวิธีการผลิตหรือขั้นตอนบริการ
BOI กำหนดให้โครงการต้องมีกรรมวิธีการผลิตหรือขั้นตอนการให้บริการที่ทันสมัย และมีสาระสำคัญเพียงพอ
สำหรับกิจการผลิต ควรจัดทำ Flow Chart ตั้งแต่รับวัตถุดิบจนได้ผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป เช่น
- ตรวจรับวัตถุดิบ
- ตัดหรือขึ้นรูป
- เชื่อมหรือประกอบ
- เติมสารหรือส่วนประกอบ
- ตรวจสอบคุณภาพ
- ทดสอบการทำงาน
- บรรจุสินค้า
จากนั้นพิจารณาว่าบริษัทดำเนินการเองกี่ขั้นตอน และขั้นตอนใดเป็นสาระสำคัญของผลิตภัณฑ์
หากบริษัทซื้อสินค้าสำเร็จรูปมาเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์หรือติดฉลากเพียงอย่างเดียว อาจมีสาระการผลิตไม่เพียงพอ
สำหรับกิจการบริการ ต้องแสดงขั้นตอนการให้บริการอย่างชัดเจน เช่น
- รับข้อมูลจากลูกค้าอย่างไร
- ใช้ระบบหรือเทคโนโลยีอะไร
- ประมวลผลอย่างไร
- บุคลากรทำหน้าที่อะไร
- ลูกค้าได้รับผลลัพธ์หรือ Deliverable ใด
ขั้นตอนที่ 4 ตรวจสอบเงินลงทุนขั้นต่ำ
หลักเกณฑ์ทั่วไปกำหนดให้โครงการมีเงินลงทุนขั้นต่ำไม่น้อยกว่า 1 ล้านบาท โดยไม่รวมค่าที่ดินและทุนหมุนเวียน เว้นแต่ประเภทกิจการนั้นกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น
เงินลงทุนที่อาจนำมาพิจารณา เช่น
- ค่าก่อสร้างอาคาร
- ค่าเครื่องจักร
- ค่าติดตั้งเครื่องจักร
- ค่าอุปกรณ์
- ค่าระบบคอมพิวเตอร์
- ค่าซอฟต์แวร์
- ค่าทรัพย์สินอื่นที่ใช้ในโครงการ
บางกิจการที่ใช้ฐานความรู้เป็นหลักอาจพิจารณาเงินลงทุนขั้นต่ำจากค่าใช้จ่ายเงินเดือนบุคลากรแทนเงินลงทุนในทรัพย์สิน
นอกจากนี้ โครงการภายใต้มาตรการ SMEs มีเกณฑ์เงินลงทุนขั้นต่ำ 500,000 บาท แต่ต้องเข้าเงื่อนไขเฉพาะ เช่น สัดส่วนผู้ถือหุ้นไทย รายได้รวม อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน และข้อกำหนดเรื่องเครื่องจักร
ดังนั้น การมีเงินลงทุนต่ำกว่า 1 ล้านบาทไม่ได้หมายความว่าจะขอไม่ได้ทุกกรณี แต่ต้องตรวจสอบว่ามีประเภทกิจการหรือมาตรการใดรองรับหรือไม่
ขั้นตอนที่ 5 ตรวจสอบเครื่องจักรและเทคโนโลยี
หลักทั่วไปกำหนดให้ใช้เครื่องจักรใหม่ในโครงการ
หากต้องการใช้เครื่องจักรใช้แล้วจากต่างประเทศ ต้องตรวจสอบ
- อายุเครื่องจักร
- ประเภทของเครื่องจักร
- สามารถนับเป็นเงินลงทุนได้หรือไม่
- สามารถนำมาคำนวณวงเงินยกเว้นภาษีได้หรือไม่
- ได้รับยกเว้นอากรขาเข้าหรือไม่
- ต้องมีใบรับรองประสิทธิภาพเครื่องจักรหรือไม่
เครื่องจักรต้องสอดคล้องกับกรรมวิธีและกำลังผลิตที่ยื่นขอ เช่น หากระบุว่าบริษัทผลิตสินค้าเอง แต่ไม่มีเครื่องจักรสำหรับขั้นตอนหลัก โครงการอาจถูกตั้งคำถามว่ามีการผลิตจริงเพียงพอหรือไม่
สำหรับกิจการดิจิทัลและบริการ เครื่องจักรอาจอยู่ในรูปของ
- คอมพิวเตอร์
- Server
- Cloud Infrastructure
- ระบบซอฟต์แวร์
- เครื่องมือทดสอบ
- ห้องปฏิบัติการ
- อุปกรณ์เฉพาะด้าน
แต่ต้องตรวจสอบเงื่อนไขของประเภทกิจการนั้นเป็นหลัก
ขั้นตอนที่ 6 คำนวณมูลค่าเพิ่ม
หลักเกณฑ์ทั่วไปกำหนดว่าโครงการต้องมีมูลค่าเพิ่มไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ของรายได้
สำหรับกิจการเกษตรและอาหาร รวมถึงกิจการอิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วน กำหนดมูลค่าเพิ่มขั้นต่ำไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 ของรายได้
การประเมินมูลค่าเพิ่มเบื้องต้นอาจพิจารณาจาก
มูลค่าเพิ่ม = รายได้จากโครงการ − ต้นทุนวัตถุดิบและบริการที่ซื้อจากภายนอก
ตัวอย่างเช่น
- รายได้จากการขาย 100 ล้านบาท
- วัตถุดิบและบริการที่ซื้อจากภายนอก 75 ล้านบาท
- มูลค่าเพิ่มประมาณ 25 ล้านบาท
- คิดเป็นร้อยละ 25 ของรายได้
โครงการที่ซื้อสินค้าหรือชิ้นส่วนเกือบสำเร็จรูปเข้ามา แล้วดำเนินการเพียงเล็กน้อยในประเทศ อาจมีมูลค่าเพิ่มต่ำ
การคำนวณจริงต้องอ้างอิงรูปแบบและรายละเอียดตามที่ BOI ใช้พิจารณา จึงไม่ควรใช้สูตรเบื้องต้นนี้แทนการจัดทำข้อมูลในคำขอ
ขั้นตอนที่ 7 ตรวจสอบความเป็นไปได้ทางการเงิน
BOI จะพิจารณาว่าโครงการมีแหล่งเงินทุนเพียงพอและมีความเป็นไปได้ในการดำเนินธุรกิจหรือไม่
สำหรับโครงการริเริ่ม หลักทั่วไปกำหนดอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนจดทะเบียนไม่เกิน 3 ต่อ 1 ส่วนโครงการขยายจะพิจารณาตามความเหมาะสมเป็นรายกรณี
บริษัทควรเตรียมข้อมูล เช่น
- มูลค่าเงินลงทุนทั้งหมด
- ทุนจดทะเบียน
- ทุนที่เรียกชำระแล้ว
- เงินกู้
- กำไรสะสม
- แหล่งเงินทุนจากบริษัทแม่
- ประมาณการรายได้
- ต้นทุนการผลิต
- ค่าใช้จ่ายดำเนินงาน
- กำไรขาดทุน
- กระแสเงินสด
- ระยะเวลาคืนทุน
โครงการที่มีเงินลงทุนมากกว่า 2,000 ล้านบาท โดยไม่รวมค่าที่ดินและทุนหมุนเวียน ต้องจัดทำรายงานศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการตามรูปแบบที่ BOI กำหนด
ขั้นตอนที่ 8 ตรวจสอบตลาดและลูกค้า
แม้ผลิตภัณฑ์จะตรงประเภทกิจการ แต่บริษัทยังต้องอธิบายได้ว่าโครงการมีตลาดรองรับจริง
ข้อมูลที่ควรมี ได้แก่
- กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย
- รายชื่อลูกค้าหลัก
- หนังสือแสดงความสนใจ
- Purchase Order หรือ Forecast
- ขนาดตลาด
- คู่แข่ง
- ราคาจำหน่าย
- สัดส่วนจำหน่ายในประเทศ
- สัดส่วนส่งออก
- ความได้เปรียบของผลิตภัณฑ์
- ความสัมพันธ์กับบริษัทแม่หรือบริษัทในเครือ
หากโครงการผลิตให้บริษัทแม่เพียงรายเดียว ควรอธิบายว่าผลิตภัณฑ์จะถูกนำไปใช้อย่างไร และราคาซื้อขายมีความเหมาะสมหรือไม่
ขั้นตอนที่ 9 ตรวจสอบสถานที่ตั้งและผลกระทบสิ่งแวดล้อม
โครงการต้องมีสถานที่ตั้งเหมาะสมกับลักษณะกิจการ และเป็นไปตามกฎหมายหรือข้อกำหนดของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ควรตรวจสอบเรื่องต่อไปนี้
- ผังเมือง
- ใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน
- ประเภทอาคาร
- ข้อกำหนดของนิคมอุตสาหกรรม
- ระบบบำบัดน้ำเสีย
- การจัดการของเสีย
- มลพิษทางอากาศ
- การใช้สารเคมี
- การจัดเก็บวัตถุอันตราย
- รายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม
- เงื่อนไขของจังหวัดหรือพื้นที่เฉพาะ
BOI กำหนดให้โครงการมีแนวทางป้องกันและลดผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมที่เพียงพอและมีประสิทธิภาพ
การได้รับ BOI ไม่ได้แทนที่ใบอนุญาตโรงงาน ใบอนุญาตก่อสร้าง หรือใบอนุญาตจากหน่วยงานอื่น บริษัทต้องดำเนินการแยกตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ขั้นตอนที่ 10 ประเมินว่าสิทธิที่ได้รับคุ้มค่ากับภาระหรือไม่
โครงการที่ขอ BOI ได้ ไม่ได้หมายความว่าจะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลทุกโครงการ
ประเภทกิจการแบ่งสิทธิประโยชน์พื้นฐานออกเป็นกลุ่ม เช่น
- A1+
- A1
- A2
- A3
- A4
- B
บางกลุ่มได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล ขณะที่บางกลุ่มอาจได้รับเฉพาะสิทธิด้านอากรขาเข้าและสิทธิที่ไม่ใช่ภาษี
ก่อนยื่นคำขอควรประเมินว่าโครงการต้องการสิทธิใดจริง เช่น
- ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล
- ยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร
- ยกเว้นอากรวัตถุดิบสำหรับผลิตเพื่อส่งออก
- ถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดิน
- นำเข้าช่างฝีมือและผู้ชำนาญการต่างชาติ
- อำนวยความสะดวกด้านวีซ่าและใบอนุญาตทำงาน
จากนั้นเปรียบเทียบกับภาระที่บริษัทต้องรับผิดชอบ เช่น
- การแยกบัญชี BOI และ Non-BOI
- การควบคุมกำลังผลิต
- การจัดทำสูตรการผลิต
- การตัดบัญชีวัตถุดิบ
- การรายงานความคืบหน้า
- การยื่นเปิดดำเนินการ
- การปฏิบัติตามเงื่อนไขในบัตรส่งเสริม
- การรายงานผลประกอบการประจำปี
หากประโยชน์ที่ได้รับมีมูลค่าน้อยกว่าต้นทุนในการดูแลระบบ BOI บริษัทอาจต้องพิจารณาว่าการยื่นขอมีความคุ้มค่าหรือไม่
แบบประเมินโครงการ BOI เบื้องต้น
แบบประเมินต่อไปนี้จัดทำขึ้นเพื่อใช้คัดกรองภายในเบื้องต้น ไม่ใช่หลักเกณฑ์การให้คะแนนอย่างเป็นทางการของ BOI
ให้คะแนนแต่ละข้อดังนี้
- 2 คะแนน = มีข้อมูลชัดเจนและเข้าเงื่อนไข
- 1 คะแนน = มีโอกาสเข้าเงื่อนไข แต่ต้องปรับปรุงหรือหาข้อมูลเพิ่ม
- 0 คะแนน = ยังไม่เข้าเงื่อนไขหรือไม่มีข้อมูลรองรับ
1. ประเภทกิจการ
- พบประเภทกิจการที่ตรงกับผลิตภัณฑ์หรือบริการ
- อ่านเงื่อนไขแล้วสามารถดำเนินการได้ครบ
2. ผลิตภัณฑ์หรือบริการ
- อธิบายผลิตภัณฑ์และการใช้งานได้ชัดเจน
- มี Specification หรือรายละเอียดทางเทคนิค
3. กรรมวิธี
- มีขั้นตอนผลิตหรือบริการที่เป็นสาระสำคัญ
- บริษัทไม่ได้จ้างภายนอกทำขั้นตอนหลักทั้งหมด
4. เงินลงทุน
- เงินลงทุนถึงเกณฑ์ขั้นต่ำ
- มีแหล่งเงินทุนรองรับชัดเจน
5. เครื่องจักรและเทคโนโลยี
- มีเครื่องจักรหรือระบบรองรับกระบวนการครบถ้วน
- เครื่องจักรเป็นไปตามเกณฑ์ที่ BOI กำหนด
6. มูลค่าเพิ่ม
- มูลค่าเพิ่มถึงเกณฑ์ของประเภทกิจการ
- มีการสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศไทยจริง
7. ตลาดและความเป็นไปได้
- มีตลาดหรือลูกค้ารองรับ
- ประมาณการรายได้และต้นทุนสมเหตุสมผล
8. กฎหมายและสถานที่ตั้ง
- สถานที่ตั้งรองรับกิจการ
- สามารถดำเนินการด้านสิ่งแวดล้อมและใบอนุญาตได้
การแปลผลคะแนน
13–16 คะแนน: มีศักยภาพค่อนข้างสูง
ควรนำข้อมูลไปเทียบกับเงื่อนไขรายประเภทกิจการ และเริ่มจัดเตรียมคำขออย่างเป็นระบบ
8–12 คะแนน: มีโอกาส แต่ยังต้องปรับโครงสร้างโครงการ
อาจต้องเพิ่มขั้นตอนการผลิต ปรับเครื่องจักร เพิ่มเงินลงทุน จัดบุคลากร หรือเปลี่ยนประเภทกิจการที่ใช้ยื่น
0–7 คะแนน: โอกาสยังค่อนข้างต่ำ
ควรทบทวนโมเดลธุรกิจและขอบเขตโครงการก่อนจัดทำคำขอ ไม่ควรยื่นโดยอาศัยเพียงชื่อผลิตภัณฑ์ที่ดูใกล้เคียง
ตัวอย่างการประเมินธุรกิจแต่ละประเภท
ตัวอย่างที่ 1 นำเข้าสินค้าอิเล็กทรอนิกส์มาขาย
บริษัทนำเข้าสินค้าสำเร็จรูปจากต่างประเทศ แล้วจำหน่ายในประเทศไทยโดยไม่มีการผลิตหรือพัฒนาเทคโนโลยี
ผลประเมินเบื้องต้น: โอกาสต่ำ
เหตุผลคือเป็นกิจกรรมซื้อมาและขายไป ไม่มีกรรมวิธีการผลิตหรือการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นสาระสำคัญภายในประเทศ
ตัวอย่างที่ 2 ประกอบอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทย
บริษัทนำเข้า PCB และชิ้นส่วนต่าง ๆ แล้วดำเนินการประกอบ เชื่อม โปรแกรม ทดสอบ และตรวจสอบคุณภาพภายในโรงงาน
ผลประเมินเบื้องต้น: มีโอกาส
ต้องตรวจสอบว่าผลิตภัณฑ์เข้าประเภทกิจการใด ขั้นตอนการผลิตครบตามเงื่อนไขหรือไม่ และมีมูลค่าเพิ่มถึงเกณฑ์หรือไม่
ตัวอย่างที่ 3 พัฒนาแพลตฟอร์มออนไลน์
บริษัทมีทีมพัฒนาในประเทศไทย ออกแบบระบบ เขียนโปรแกรม ดูแลฐานข้อมูล และพัฒนาฟังก์ชันของแพลตฟอร์มเอง
ผลประเมินเบื้องต้น: มีโอกาส
ต้องตรวจสอบค่าใช้จ่ายบุคลากรด้านดิจิทัล ขอบเขตการพัฒนา รายได้ของกิจการ และเงื่อนไขของประเภทกิจการดิจิทัล
แต่หากบริษัทเพียงซื้อระบบสำเร็จรูปมาให้บริการต่อ โอกาสอาจลดลง
ตัวอย่างที่ 4 เปิดโกดังให้เช่า
บริษัทสร้างโกดังและให้ลูกค้าเช่าพื้นที่เก็บสินค้า โดยลูกค้าบริหารจัดการสินค้าเอง
ผลประเมินเบื้องต้น: โอกาสต่ำสำหรับกิจการโลจิสติกส์ทั่วไป
แต่หากบริษัทลงทุนระบบคลังสินค้าอัตโนมัติ ให้บริการรับเข้า จัดเก็บ หยิบ บรรจุ และกระจายสินค้า อาจนำไปตรวจสอบประเภทกิจการศูนย์บริการโลจิสติกส์เพิ่มเติมได้
ตัวอย่างที่ 5 ร้านอาหาร
ร้านอาหารทั่วไปที่ประกอบอาหารและจำหน่ายแก่ผู้บริโภค มักไม่พบประเภทกิจการส่งเสริมโดยตรงในบัญชีกิจการทั่วไป
แต่หากโครงการเป็นโรงงานผลิตอาหารสำเร็จรูป อาหารแช่แข็ง หรืออาหารแปรรูปเพื่อจำหน่าย อาจเข้าข่ายกิจการผลิตอาหารได้ โดยต้องตรวจสอบผลิตภัณฑ์และกรรมวิธีอีกครั้ง
บริษัทเปิดกิจการอยู่แล้ว ยังขอ BOI ได้หรือไม่?
บริษัทที่ดำเนินธุรกิจอยู่แล้วสามารถยื่นขอ BOI สำหรับโครงการลงทุนใหม่หรือโครงการขยายได้ หากโครงการนั้นสามารถแยกขอบเขตการลงทุน เครื่องจักร กำลังผลิต รายได้ และต้นทุนออกจากกิจการเดิมได้อย่างชัดเจน
ตัวอย่างเช่น
- บริษัทเดิมนำเข้าสินค้ามาขาย และจะลงทุนสร้างโรงงานผลิตเอง
- โรงงานเดิมผลิตผลิตภัณฑ์ A และจะลงทุนสายการผลิตใหม่สำหรับผลิตภัณฑ์ B
- บริษัทบริการทั่วไปจะจัดตั้งทีมพัฒนาซอฟต์แวร์เป็นโครงการใหม่
- บริษัทมีโรงงานเดิมและต้องการลงทุนเทคโนโลยีใหม่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ
กิจการเดิมไม่ได้รับสิทธิย้อนหลังเพียงเพราะบริษัทยื่นโครงการใหม่ การใช้สิทธิจะต้องแยกตามขอบเขตของโครงการที่ได้รับส่งเสริม
ยังไม่ได้จดทะเบียนบริษัท ยื่นคำขอได้หรือไม่?
บุคคลธรรมดาสามารถยื่นคำขอรับการส่งเสริมและตอบรับมติในนามบุคคลธรรมดาได้
อย่างไรก็ตาม ก่อนออกบัตรส่งเสริม ผู้ขอจะต้องจดทะเบียนเป็นบริษัท สหกรณ์ หรือมูลนิธิในประเทศไทยตามเงื่อนไขที่กำหนด
วิธีนี้เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการทราบผลการพิจารณาโครงการก่อนจัดตั้งนิติบุคคล แต่ต้องเตรียมโครงสร้างผู้ถือหุ้น ทุนจดทะเบียน และแหล่งเงินลงทุนไว้ล่วงหน้า
บริษัทต่างชาติถือหุ้น 100% ขอ BOI ได้หรือไม่?
กิจการจำนวนมากสามารถมีผู้ถือหุ้นต่างชาติข้างมากหรือถือหุ้นต่างชาติทั้งหมดได้ แต่ต้องตรวจสอบร่วมกับ
- พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว
- กฎหมายเฉพาะของกิจการ
- เงื่อนไขของประเภทกิจการ BOI
- เงื่อนไขสัดส่วนผู้ถือหุ้นที่คณะกรรมการกำหนด
- ข้อจำกัดด้านที่ดินและใบอนุญาต
บางกิจการกำหนดให้ต้องมีผู้ถือหุ้นไทยไม่น้อยกว่าร้อยละ 51 ขณะที่กิจการอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีหลายประเภทอาจอนุญาตให้ต่างชาติถือหุ้นได้ทั้งหมด
จึงไม่ควรสรุปจากคำว่า “บริษัทต่างชาติ” เพียงอย่างเดียว ต้องพิจารณาประเภทกิจการและกฎหมายที่เกี่ยวข้องเป็นรายกรณี
เอกสารที่ควรเตรียมสำหรับการประเมินเบื้องต้น
ก่อนปรึกษาหรือเริ่มจัดทำคำขอ ควรเตรียมข้อมูลดังต่อไปนี้
- รายละเอียดบริษัทและโครงสร้างผู้ถือหุ้น
- ประวัติการประกอบธุรกิจ
- รายละเอียดผลิตภัณฑ์หรือบริการ
- ภาพถ่าย แค็ตตาล็อก หรือ Product Specification
- กรรมวิธีการผลิตหรือขั้นตอนบริการ
- รายการวัตถุดิบและชิ้นส่วน
- รายการเครื่องจักรและอุปกรณ์
- Quotation เครื่องจักร
- กำลังผลิตและวิธีคำนวณ
- จำนวนพนักงานและตำแหน่งงาน
- สถานที่ตั้งโครงการ
- แผนผังโรงงานหรือพื้นที่ให้บริการ
- เงินลงทุนและแหล่งเงินทุน
- ประมาณการรายได้และต้นทุน
- รายชื่อลูกค้าหรือกลุ่มลูกค้า
- สัดส่วนจำหน่ายในประเทศและส่งออก
- ใบอนุญาตและมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง
- แผนจัดการสิ่งแวดล้อม
ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้สามารถวิเคราะห์ได้ว่า โครงการควรยื่นในประเภทกิจการใด ต้องปรับส่วนใด และมีข้อจำกัดอะไรบ้าง
ขั้นตอนหลังจากประเมินแล้วว่าโครงการมีโอกาส
หากประเมินเบื้องต้นแล้วว่าโครงการมีโอกาส ขั้นตอนต่อไปคือ
- เลือกประเภทกิจการที่เหมาะสม
- ตรวจสอบประกาศและเงื่อนไขล่าสุด
- กำหนดขอบเขตผลิตภัณฑ์หรือบริการ
- จัดทำกรรมวิธีการผลิต
- จัดทำรายการเครื่องจักร
- คำนวณกำลังผลิต
- จัดทำแผนลงทุน
- คำนวณมูลค่าเพิ่ม
- จัดทำประมาณการทางการเงิน
- ยื่นคำขอผ่านระบบ e-Investment Promotion
- ชี้แจงรายละเอียดโครงการกับเจ้าหน้าที่
- รอผลพิจารณาและตอบรับมติ
- จัดตั้งหรือปรับโครงสร้างบริษัท
- ยื่นขอออกบัตรส่งเสริม
- ดำเนินโครงการตามเงื่อนไขที่ได้รับอนุมัติ
ตามกรอบเวลาที่ BOI ระบุ การพิจารณาหลังเอกสารครบถ้วนแบ่งตามขนาดเงินลงทุน ได้แก่
- เงินลงทุนไม่เกิน 200 ล้านบาท: พิจารณาภายใน 40 วันทำการ
- เงินลงทุนมากกว่า 200 ล้านบาท แต่ไม่เกิน 2,000 ล้านบาท: พิจารณาภายใน 60 วันทำการ
- เงินลงทุนมากกว่า 2,000 ล้านบาท: พิจารณาภายใน 90 วันทำการ
ระยะเวลาดำเนินการจริงอาจเพิ่มขึ้น หากข้อมูลไม่ครบ ต้องแก้ไขคำขอ หรือมีประเด็นทางเทคนิคที่ต้องชี้แจงเพิ่มเติม
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการประเมินโครงการ
คิดว่ามีโรงงานแล้วต้องขอได้
การมีโรงงานหรือเครื่องจักรไม่ได้หมายความว่าจะเข้าประเภทกิจการที่ให้การส่งเสริม ต้องพิจารณาผลิตภัณฑ์และกรรมวิธีเป็นหลัก
เลือกประเภทกิจการจากชื่อที่ใกล้เคียง
ชื่อผลิตภัณฑ์อาจดูตรง แต่ขาดขั้นตอนการผลิตหรือเทคโนโลยีที่กิจการนั้นกำหนด
คำนวณเฉพาะทุนจดทะเบียน
ทุนจดทะเบียนไม่เท่ากับเงินลงทุนของโครงการ ต้องแยกเงินลงทุนในอาคาร เครื่องจักร อุปกรณ์ และทรัพย์สินอื่นออกจากทุนหมุนเวียน
คิดว่าทุกกิจการได้รับยกเว้นภาษี
กิจการกลุ่ม B อาจไม่ได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล จึงต้องตรวจสอบกลุ่มสิทธิให้ชัดเจน
ลงทุนไปก่อนโดยยังไม่วางโครงสร้างโครงการ
การซื้อเครื่องจักร เริ่มก่อสร้าง หรือเริ่มกิจการก่อนวางแผน อาจทำให้จัดขอบเขตโครงการได้ยาก หรือไม่สามารถใช้สิทธิบางรายการได้ตามที่คาดการณ์
มองเฉพาะสิทธิ แต่ไม่ประเมินภาระหลังได้รับบัตร
บริษัทต้องมีระบบบัญชี เอกสารเครื่องจักร การควบคุมวัตถุดิบ การรายงาน และการปฏิบัติตามเงื่อนไขอย่างต่อเนื่อง
สรุป: ธุรกิจของคุณขอ BOI ได้หรือไม่?
การประเมินโครงการ BOI ไม่ควรเริ่มจากคำถามว่า “บริษัททำธุรกิจอะไร” เพียงอย่างเดียว แต่ควรเริ่มจาก 5 คำถามหลัก ได้แก่
- ผลิตภัณฑ์หรือบริการตรงกับประเภทกิจการใด
- โครงการมีกรรมวิธีหรือขั้นตอนบริการที่เป็นสาระสำคัญหรือไม่
- เงินลงทุน เครื่องจักร บุคลากร และมูลค่าเพิ่มถึงเกณฑ์หรือไม่
- โครงการมีตลาดและแหล่งเงินทุนรองรับจริงหรือไม่
- สิทธิที่จะได้รับคุ้มค่ากับภาระในการดูแลโครงการหรือไม่
หากยังตอบคำถามเหล่านี้ไม่ได้ ไม่ควรรีบกรอกคำขอ เพราะอาจเลือกประเภทกิจการผิด กำหนดขอบเขตโครงการไม่ครบ หรือได้รับสิทธิประโยชน์น้อยกว่าที่ควร
การประเมินและวางโครงสร้างโครงการให้ถูกต้องตั้งแต่ต้น จะช่วยลดการแก้ไขเอกสาร ลดระยะเวลาชี้แจง และเพิ่มโอกาสที่โครงการจะได้รับอนุมัติตามแผนการลงทุน
ให้ FluentBOI ช่วยประเมินโครงการของคุณก่อนยื่นคำขอ
FluentBOI ให้บริการประเมินความเป็นไปได้และจัดเตรียมคำขอรับการส่งเสริมการลงทุน โดยครอบคลุมงานสำคัญ เช่น
- ตรวจสอบว่าธุรกิจเข้าประเภทกิจการใด
- วิเคราะห์เงื่อนไขและสิทธิประโยชน์
- เปรียบเทียบประเภทกิจการที่มีความใกล้เคียง
- กำหนดขอบเขตผลิตภัณฑ์และบริการ
- จัดทำกรรมวิธีการผลิต
- วิเคราะห์เครื่องจักรและกำลังผลิต
- คำนวณเงินลงทุนและมูลค่าเพิ่ม
- ตรวจสอบโครงสร้างผู้ถือหุ้นและเงินทุน
- วิเคราะห์ว่าควรยื่นเป็นโครงการใหม่หรือโครงการขยาย
- จัดเตรียมข้อมูลและคำขอในระบบ e-Investment
- เตรียมข้อมูลสำหรับชี้แจงโครงการ
- ประสานงานกับเจ้าหน้าที่ BOI
- ดูแลขั้นตอนหลังได้รับอนุมัติจนถึงการออกบัตรส่งเสริม
การประเมินก่อนยื่นช่วยให้บริษัททราบตั้งแต่ต้นว่า โครงการมีจุดแข็ง จุดอ่อน และต้องปรับส่วนใด เพื่อไม่ให้เสียเวลาและงบประมาณกับคำขอที่ยังไม่พร้อม



